ทำอย่างไรถึงจะเก่งภาษาอังกฤษ (The Daily Five)

อยากเก่งภาษาอังกฤษ จะทำอย่างไรดี

ก่อนที่ผมนำเสนอสิ่งที่ต้องทำทุกวันเพื่อเก่งภาษาอังกฤษ ผมขอเสนอสิ่งที่ ไม่ควร ทำก่อน

ผมมีความรู้สึกว่า เป็นหลายสิบปีแล้วที่คนไทยเรียนภาษาอังกฤษกลับหัว ผมหมายถึงคุณเรียนไวยากรณ์อังกฤษตั้งแต่เด็ก และก็การพูดการฟังทีหลัง ซึ่งน่าจะผิดธรรมชาติ ไวยากรณ์ต้องมาหลังถนัดฟังและพูด อีกอย่างหนึ่ง ปลุกค่านิยมที่ผิดคือทำให้คุณเชื่อว่า การเรียนไวยากรณ์อย่างเดียวเป็นสิ่งที่จะช่วยคุณพูดอังกฤษ แต่อันที่จริงก็ไม่เลย ที่จริงมันช่วยสร้างความปวดหัวกับคุณมากกว่า ช่วยทำให้คุณสับสนกับภาษาอังกฤษอย่างรวดเร็วครับ

ผมเป็นศิษญ์เก่าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในกรุงบริสเบนบ้านเกิดของผมครับ สมัยเรียนประถมกับมัธยมโรงเรียนมีชื่อว่า Grammar School หรือ โรงเรียนสอนไวยากรณ์ แต่รู้ไหม รร.นี้ถึงแม้ว่าเน้นเรื่องไวยากรณ์ อาจารย์เริ่มสอนเรื่องกฏกติการของไวยากรณ์จนกระทั่ง ม.2 ครับ!

ใช่แล้ว ผมจำได้ว่ามีการสอน parts of speech (นาม กริยา คุณศัพท์ผ ฯลฯ) นิด ๆ ในม.1 แต่ไม่มากนัก  เหมือนกับว่าผมมีประสบการณ์ในการพูดอังกฤษตั้งแต่เกิดถึง ม.2. หรือประมาณ 13 ปี ประสบการในกับการณ์เขียนประมาณ 7 ปี ก่อนที่เราเริ่มเรียนกฏกติกาของไวยากรณ์เอาจริงเอาจังตอนมัธยมปีที่ 2 หรือที่เราเรียกในระบบการศึกษาเราว่า Grade 8 ครับ

เป็นไปได้ยังไง

ขนาดโรงเรียนเกรดเอที่เน้นไวยากรณ์แม้ในชื่อโรงเรียนเอง แต่ไม่เริ่มสอน 12 tense จนถึงม. 2 !!

เชื่อไหม ก่อนที่มาเมืองไทยผมก็ไม่เคยเห็นหนังสือ กริยา 3 ช่อง ในชีวิตผมเลย หลายคนอาจคิดว่าผม พูดเว่อเกินไปแต่มันเป็นความจริงครับ ไม่เคย ไม่เคยนั่งท่อง eat ate eaten หรือ go went gone ในชีวิต เหมือนเด็กไทย นั่นเป็นเพราะว่าผมเรียนภาษาแบบธรรมชาติ และรู้อยู่แล้วว่า ate ต้องใช้ในอดีต และ eaten ต้องใช้กับ have ในรูป I have eaten แต่ถ้าจะให้เจ้าของภาษาอธิบายสาเหตุที่ใช้ have eaten ในรูป present perfect tense … ฝรังส่วนใหญ่ เกือบทั้งหมด อธิบายไม่เป็น จำไม่ได้แล้ว แต่ก็ใช้อย่างทุกต้องตลอด

คุณ ซึ่งมีสมองเต็มไปด้วยกฏกติกาเกี่ยวกับไวยากรณ์อังกฤษที่คุณท่องให้เรียบร้อยและรู้ว่าเป็น present perfect tense ซึ่งประกอบด้วย have บวก กริยาช่องสามหรือ eaten นั้นเอง … รู้มากขนาดนี้ แต่ใช้ไม่เป็นเลย เกิดอะไรขึ้นกันแน่

ผมไม่ได้หมายความว่าไวยากรณ์ไม่สำคัญหรอก สำคัญสิครับ ต้องรู้เรื่องบ้าง แต่ถ้าอยากเก่งอังกฤษก็ต้องถนัดฟังและพูด แม้อ่านด้วย ก่อนที่จะเริ่มท่องกฏกติกา
ภาษาอังกฤษและจะบอกความดี

ถ้าคุณถนัดฟังและพูดก่อนเรียนกฏกติกาอย่างจริงจัง การเรียนไวยากรณ์นั้นจะง่ายขึ้นเพราะรู้เรื่องโดบบริยายอยู่แล้ว! เข้าใจและท่องไม่ยาก

เปรียบเทียบกับเด็ก หรือผู้ใหญ่

ที่มัวแต่ซื้อตำราสอนไวยากรณ์ ท่องกฏโดยไม่นำมาใช้ เด็กคนนั้นผมกล้าฟันธงและบอกว่า เขาจะไม่เก่งภาษาอังกฤษ

ได้ยินไหมครับ ถ้ามั่วแต่ท่องกฏคุณจะไม่เก่งภาษาอังกฤษ

ถึงเวลาลื้อระบบเรียนภาษาอังกฤษในประเทศนี้ครับ เพราะ เด็กไทยจริง ๆ แล้วไม่สนใจภาษาอังกฤษ แต่สนใจผ่านข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน อันแรกคือการใช้ภาษา อันที่สองคือการเอาตัวรอดเพื่อผ่าน

ถ้าคุณอยากเก่งอังกฤษเพื่อสอบผ่านอย่างเดียวก็เชิญครับ ทิ้งหนังสือเล่มนี้ไปในถังขยะ (อย่าไปทิ้งพื้น ไม่สวย และกลัวคนจะเหยียบภาพหน้าผมโดยบังเอิญหรือ ยิ่งไปกว่านั้นอีก บางคนอาจจะตั้งใจเหยียบ) และก็ทำตามที่คุณทำมานานคือ ท่องข้อมูลก่อนสอบ สะสมคะแนน แต่อย่าคิดจะเก่งอังกฤษครับ อย่าคิด

อย่างนี้ผมเรียกว่า ทฤษฏีอาเจียนครับ คือเด็กไทย เมื่อรู้จะต้องสอบผ่านวิชาภาษาอังกฤษ มัวแต่ท่องกฏกติกา แถมไปสมัครที่โรงเรียนกวดวิชาแถวสีลม เพื่อฟังผู้เชี่ยวชาญทางด้านการอาเจียนข้อมูลสอนเทคนิคการยัดข้อมูลใส่สมองชั่วคราวอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่ออ้วกออกมาเมื่อทำข้อสอบ

อย่าเข้าใจผมผิด ผมไม่ได้ว่ากล่าวโรงเรียนกวดวิชาครับ เพื่อนผมหลายคนสอนหรือแม้เป็นเจ้าของสถาบันพวกนี้ ตอบสนองความต้องการอย่างดีของนักศึกษาที่ต้องการที่จะสอบผ่านอย่างเดียวโดยไม่สนใจภาษา สถาบันกวดวิชามีข้อดีสองอย่างคือ หนึ่ง เจ้าของสามรถร่ำรวยได้ ยิ่งมีเด็กเยอะก็ยิ่งกำไรสูง และ สอง ดีสำหรับลูกสิษย์ สามารถหนีพ่อแม่ครูหลังโรงเรียนเลิกเพื่อจีบหนุ่มสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ในห้องเรียน

ท่านผู้อ่านที่ขับรถเป็นทั้งหลาย จำได้ไหมสมัยฝึกการขับรถไหม สมมติว่าตอนนั้นคุณท่องคู่มือกฏจราจรอย่างเดียว ถ้าไม่ได้จับพวงมาลัยลองผิดลองถูกบนถนนหมู่บ้านที่โล่ง ๆ ของคุณก็คงไม่ได้ใบขับขี่ใช่ไหมครับ (นอกเสียจากว่าเอา 500 ใส่ซองแต่เราไม่แตะประเด็นนี้ได้ไหม)

กลับมาที่ทฤษฏีอาเจียนดีกว่า หลักการทฤษฏีนี้ง่าย ๆ คือ พอยัดใส่ข้อมูลในสมองชั่วคราว ปละถึงวันสอบก็ อาเจียนข้อมูลออกมาหมดใส่ข้อสอบ อย่างนี้ก็สามารถสอบผ่านได้ทุกระดับทุกครั้ง จากมัธยมก็เข้ามหาวิทยาลัยได้ ในที่สุดได้ใบนั้นที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นใบปริญญาตรี โท ปวช. ปวส. ม.6 ก็ตาม คุณก็สามารถคว้าได้โดยอาศัยทฤษฏีอ้วกครับ

ไช-โย ไช-โย ไช-โย

อย่าเพิ่ง

ปัญหาคือ เมื่ออาจียนข้อมูลออกมา ไม่มีอะไรติดตัว ไม่มีอะไรที่เหลือในสมอง เพราะมันไปหมดแล้ว และพอสมัครงานก็สิ่งที่ต้องผ่านให้ได้ยุคนี้ คือ English Job Interview

ใช่แล้ว ยุคนี้สิ่งที่หนีไม่ผลในชีวิตนี้ห้าอย่างคือ เกิด แก่ สัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษ เจ็บ ตาย บางคนเลือกตายก่อนสัมภาษณ์งานอีก เพราะมีข่าวร้ายมาบอกคุณคือ

พวกนายจ้างไม่ค่อยสนใจ GPA ของคุณ หลายคนไม่ดู transcript ของคุณเลย แต่อยากได้คนที่สื่อสารกันได้ทางด้านภาษาอังกฤษ ถ้าคุณมัวแต่ท่องกฏเพื่อสอบผ่าน เชื่อผมสิ ถ้าคุณไม่ได้อ้าปากพูดอังกฤษเป็นประจำก็ แห้วแล้ว สอบตกสัมภาษณ์งานแน่ ๆ

ผมเคยเป็นคนสัมภาษณ์งานเด็กที่จบปริญญาตรีเอกภาษาอังกฤษ GPA 4.0 แต่พูดอังกฤษไม่ได้เรื่อง ผมเชื่อว่า ถ้าถาม (เป็นภาษาไทย) ว่า present perfect tense คืออะไร หรือกริยาช่องที่ 3 ของกริยาสัก 10 คำคืออะไร เขาก็ตอบได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องการพูดภาษาอังกฤษก็แทบไม่ได้

ถ้าคุณเคยทำอย่างนี้ หรือ กำลังทำอยู่ อย่าเพิ่งกลุ้มใจนะครับ เรียนที่รร.กวดวิชาต่อ ไม่แน่อาจจะพบแฟนในอนาคตได้ แต่ยังไม่น่าจะสายที่จะลบความคิดที่ผิดต่อภาษาครับ

ถ้าคุณเลิกเน้นไวยการณ์ และหันมาใช้ภาษาอังกฤษแบบธรรมชาติ ความสามารถทางด้านไวยากรณ์ของคุณย่อมจะดีขึ้น เหลือเชื่อ แต่เป็นความจริง

เมื่อเร็ว ๆ นี้มีผู้หญิงถามผมทาง twitter ว่า “ทำอย่างไรถึงจะเก่งอังกฤษ โดยเฉพาะไวยากรณ์อังกฤษ”

นี่คือคำตอบของผม

“น้องครับ เอาตำราไวยากรณ์ของคุณทุกเล่มที่อยู่ในบ้าน กองไว้บนสนามหน้าบ้าน เสร็จแล้ว หาน้ำมันเชื่อเพลิงมาราดพวกหนังสือเล่มนั้น หาไม้ขีด และก็จุดเผาหนังสือทั้งหมด ดูแลเพลิงไหม้อย่างดีด้วย ไม่ต้องการเพื่อนบ้านคุณโทรเรียกตำรวจดับเพลิงมา เสร็จแล้วรีบไปที่ร้านหนังสือที่ขายหนังสือพวกเรื่องสั้น กับนวนิยาย หรือนิตยสาร ที่เป็นภาษาอังกฤษล้วน หาซื้อเรื่องง่าย ๆ ก่อน และก็อ่าน อ่านทุกเวลาที่สมัยก่อนคุณอ่านตำราสอนไยากรณ์อังกฤษ อ่านให้เยอะ เพราะว่าใครที่อ่านอย่างนี้ ในที่สุดจะต้องเก่งไวยากรณ์อังกฤษอย่างธรรมชาติ และจะเก่งเร็วกว่าเด็กที่ท่องกฏจากตำราเพียงอย่างเดียว

เมื่อก่อนผมซื้อหนังสือที่ได้รับรางวัลซีไรท์ของไทยทุกเล่มมาอ่าน ผมก็ได้ความรู้ทางด้านทำนอง ลีลา วิธีเรียงประโยคอย่างถูกต้อง ยิ่งมากกว่าตำราสอนภาษาไทยอีก ยอมรับว่าหลายเล่มผมอ่านไม่รู้เรื่องแต่หลายเล่มก็รู้เรื่องเหมือนกัน ทำอย่างนี้สิครับ หาหนังสือดี ๆ ง่าย ๆ เป็นภาษาอังกฤษมาอ่าน เมื่อเริ่มรู้เรื่องก็ หันมาดูกฏไวยากรณ์ได้

เมื่อหลายปีที่แล้วผมก็เขียนหนังสือชื่อ วิธีพูดภาษาอังกฤษเหมือนฝรั่ง ที่ผมรวบรวมกฏสิบข้อที่ผมแนะนำให้ใช้เพื่อให้คุณเก่งการสนทนาภาษาอังกฤษ ใครจะไปเชื่อว่า หนังสือเล่มนั้นขึ้นอันดับหนึ่งหนังสือขายดีมาหลายสัปดาห์ ยอดขายตอนนี้ทะลุ 250,000 เล่ม และยังมียอดขายจนถึงวันนี้ครับ ถ้ามีเวลาก็รีบหาที่ร้านหนังสือเพราะมีข้อแนะนำมากมายที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคุณ ดาวน์โหลดเป็น e-book ทางอินเตอร์เน็ตได้แล้ว นอกจากประโยชน์นั้นถ้าชื้อเยอะผมก็จะได้ผ่อนบ้านให้สำเร็จ ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความสุขครับ

แต่จากประสบการณ์ที่ผมได้จากการเรียนภาษาไทยผมพร้อมที่จะนำเสนอที่ผมเรียกว่า The Daily Five หรือ สิ่งห้าอย่างที่คุณต้องทำทุกวัน ใช่แล้ว ทุกวัน แต่ละอย่างใช้เวลา 10 นาทีถึงครึ่งชั่วโมง แต่ขอร้องเถอะ ทำทุกอย่างโดยไม่มีการพึมพำว่ามันยาก ทำไม่ได้ เกินความสามารถของฉัน ตกลงกันไหม

ต่อไปนี้คือห้าอย่างนั้นครับ

1. Read the newspaper every day

หมายถึง อ่านหนังสือพิมพ์ทุกวัน สามารถเลือกระหว่าง Bangkok Post หรือ The Nation หรือสื่อ online เช่น www.cnn.com หรือ www.bbcnews.com แต่ผมว่า Bangkok Post หรือ Nation ดีที่สุดครับ

เพราะอะไร ก็เพราะว่าสองฉบับนี้ลงข่าวชิ้นเดียวกับหนังสือพิมพ์ไทย

สมมติว่าเที่ยงวันนี้ผมแก้ผ้าวิ่งกลางถนนสีลมพร้อมตะโกนร้องเพลง ลูกเทวดา คืนนี้ข่าวนี้ต้องมีนักข่าวช่องเจ็ดรายงานสดจากหน้าพัฒน์พงษ์เลย เย็น ๆ ก็หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ เดลี่นิวส์ คมชัดลึก ต้องออกข่าวหน้าหนึ่ง พาดหัวข่าวใหญ่เช่น “แอนดรูว์อาละวาด! วิ่งสีลมเปลือยกาย” “แอนดรูว์เพี้ยน ร้องเพลงเพี้ยนด้วย” คืนนี้คุณกิตติคงรายงานข่าวทางช่องสาม พรุ่งนี้เช้าสรยุทธ์ก็เล่า

ทั้งหมดนี้เป็นภาษาไทย คุณรู้เรื่องนี้อย่างดี ในที่สุดคุณหาหนังสือพิมพ์ฝรั่ง หาข่าวชิ้นนี้และก็อ่าน ชึ่งอาจมีพาดหัวข่าวเช่น

Naked Andrew goes crazy on Silom!

ผมแนะนำให้อ่านข่าวชิ้นนี้โดยไม่จำเป็นเปิดพจนานุกรมกับทุกคำที่ไม่รู้จัก แต่อาศัยสามันสำนึกแทน คุณก็รู้เรื่องรายละเอียดข่าวนี้แล้ว คุณก็เดาความหมายได้ อย่างเช่นดูพาดหัวข่าวที่ผมสมมติขึ้นมาเมื่อสักครู่นี้ครับ ประธานคือ Naked Andrew แค่คุณอาจไม่เคยเห็นคำว่า naked มาก่อน แต่คุณสามารถเดาความหมายได้จากบริบทเพราะ ในข่าวนี้ผมแก้ผ้าหมด น่าจะเดาว่า naked คือการแก้ผ้า เปลือยกาย … ซึ่งเป็นการเดาที่ถูกต้อง

ส่วน goes crazy ในพาดหัวนี้น่าจะเป็นกริยาที่เกี่ยวข้องกับความหมายว่า ทำตัวเหมือนคนบ้า หรืออาละวาด ซึ่งถูกเหมือนกัน เห็นไหมล่ะ รู้ข่าวมาก่อนทำให้คุณเดาความหมายได้ง่ายขึ้น

เสน่ห์ของหนังสือพิมพ์ฝรั่งในประเทศไทยคือเขารายงานข่าวที่คุณรู้อยู่แล้ว อยู่ใกล้ชิดกับชีวิตคุณด้วยทำให้เข้าใจง่ายขึ้นครับ

สมัยที่ผมเรียนภาษาไทยผมก็เริ่มอ่านหนังสือพิมพ์ไทยทุกวัน วันละ 15 นาทีเท่านั้น ในช่วงแรกผมงงกับตัวย่อทั้งหลาย งงกับศัพท์แสลงที่ปรากฏอยู่หน้าหนึ่ง งงกับโครงสร้างประโยคที่กระชับรัดกุม ผมเลยเริ่มต้นกับพาดหัวข่าวอย่างเดียว โดยในช่วงแรกอ่านและแทบจะไม่รู้เรื่อง แต่พออ่านเสร็จแล้วถามตัวเองว่า “คุณคิดว่าข่าวชิ้นนี้เกี่ยวกับอะไร” ทราบไหมครับ ส่วนใหญ่จะเดาถูกครับ

ตอนนั้นผมหาข่าวจากต่างประเทศที่รู้เรื่องแล้ว และก็อ่านเป็นภาษาไทย เริ่มเข้าใจการอ่านทีละเล็กละน้อย เริ่มเข้าใจว่า โครงสร้างประโยคที่ใช้ในหนังสือพิมพ์ไทยมักจะคล้าย ๆ กันหมด เหมือนจะเป็นสูตรที่นักข่าวใช้ในการเขียนข่าว คำศัพท์กลับมาซ้ำ ๆ ตลอดจนบางครั้งเปิดพจนานุกรมเพราะเจอศัพท์นั้นบ่อย แต่ผมอาศัย “verb to เดา” ก่อนทุกครั้งก่อนเปิดพจนานุกรมครับ

อาชีพผมเดิมเป็นนักหนังสือพิมพ์ครับ ตอนฝึกถูกสอนว่า เวลาเขียนข่าวนั้นต้องเขียนโดยใช้ภาษาง่ายขนาดเด็กอายุ 14 ปีสามารถอ่านรู้เรื่องได้ หนังสือพมพ์ฝรั่งจึงไม่ค่อยได้ใช้ภาษาที่สูงนัก ถ้าอ่านหนังสือพิมพ์ฝรั่งทุกวันคุณจะค้นพบสิ่งน่าสนใจเหมือนผมนั่นคือ คำศัพท์ที่เราใช้กลับมาซ้ำ ๆ ตลอดเวลา โครงสร้างประโยคก็คล้าย ๆ กันหมด แม้โครงเรื่องก็เหมือนเดิมทุกครั้ง

ช่วงแรกจะงง แต่อ่านไปเรื่อย ๆ อีกไม่นานจะเห็นว่ามันซ้ำ ๆ ทำให้คุณคอย ๆ รู้เรื่อง คุณจะต้องไว้ใจผมในข้อมูลนี้เพราะผมเองเคยผ่านช่วงที่คุณกำลังอาศัยอยู่คือ ช่วงงงกับภาษาที่ไม่เป็นภาษาแม่ของเรา แต่ผมทำไปเรื่อย ๆ จนถึงข้อมูลบนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ไทยเริ่มกระจางชัดขึ้น

ข้อบังคับที่เกี่ยวกับการอ่านหนังสือพิมพ์ฝรั่งมี 4 คำแนะนำดังนี้ครับ

1. อย่าอ่านทั้งฉบับนะครับ แหมแต่ละวันมีเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น ทำเหมือนเจ้าของภาษาและเลือกข่าวสักชิ้นหนึงที่น่าสนใจในสายตาคุณ คุณเป็นแฟนทีมแมนยูก็รีบไปหน้ากีฬา ชอบ เลดี้กาก้า ก็ไปหน้าบันเทิง อยากรู้ว่านักการเมืองในประเทศนี้กำลังทำอะไรที่ไม่ถูกก็หน้าหนึ่งมักจะมีข่าวอย่างนี้ แต่ช่วงแรก ๆ ก็เลือกข่าวชิ้นเดียวน่าจะพอ

2. อ่านไม่เกิน 10-15 นาทีครับต่อวันครับ ชีวิตเรายุ่ง ไม่อยากให้งานหรือกิจกรรมอื่น ๆ ในชีวิตประจำวันของคุณเสียเพราะอ่านหนังสือพิมพ์ฝรั่งนานเกินไป

3. ข่าวชิ้นนั้นอ่านเพียงย่อหน้าแรกน่าจะรู้ข้อมูลสำคัญกันหมด นี่คือสไตล์ของหนังสือพิมพ์ฝรั่งที่เหมือนหนังสือพิมพ์ไทยคือ ข้อมูลสำคัญที่สุดต้องอยู่ย่อหน้าแรก

ขอยกตัวอย่างครับ ดูข้อมูลดังต่อไปนี้ครับ

 

เมื่อวานสมชายตื่นตอนหกโมง

อาบน้ำอำลาแฟนขับรถไปทำงาน

ระหว่างทางเกิดอุปัติเหตุทางรถยนต์

สมชายชนผู้หญิงซึ่งผู้หญิงคนนั้นเสียชีวิตทันที

สมชานเสียใจจนโทรหาแฟนร้องให้

ตำรวจมา จับกุมสมชาย

 

นี่คือการเล่าเรื่องตามลำดับหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า chronological order (คำยาวนั้นออกเสียงว่า ครอ-นอ-ลอ-จิ-คึล) ชึ่งหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นไทยหรืออังกฤษ ไม่เล่าเรื่องอย่างนี้ เขาจะดึงข้อมูลสำคัญที่สุดมาใช้เป็นข้อหน้าแรก ข้อมูลรองก็อยู่ย่อหน้าสอง ส่วนการเริ่มเล่าเรื่องตามลำดับน่าจะเริ่มในย่อหน้าที่สี่หรือห้าหรือหก

ในข่าวสมชายนั้นย่อหน้าแรกต้องเป็นประมาณว่า เกิดอุบัติเหตุบนทางด่วน หญิงตายหนึ่งคน จับกุมชายหนุ่มขัลรถประหมาด

(แล้วในกรณีที่ผู้หญิงคนนั้นมีชื่อเสียง อาจเป็นดาราดัง เรื่องราวเกี่ยวกับสมชายอย่างที่เล่าในโครงเรื่องตามลำดับนั้นแทบจะหายไปหมด คงไม่มีการพูดถึงสมชายนอกเสียจากว่าตำรวจจับเขา เพราะการที่ดาราเสียชีวิตนั้นถือว่าน่าสนใจมากกว่าข่าวที่ชายหนุ่มไม่ดังชนรถคันอื่น)

การเขียนข่าวอย่างนี้เราเรียกว่า inverted pyramid หรือ สามเหลี่ยมกลับหัว ข้อมูลสำคัญที่สุดอมาก่อน และค่อย ๆ ลงมาเรื่อย ๆ ตามความสำคัญ เพื่อเร้าใจผู้อ่าน และเพื่ออำนวยความสะดวกในการตัดเรื่องหามันยาวไและพื้นที่ไม่พอลเพื่อลงหมด (ปัญหาประจำในการจัดหน้าหนังสือพิมพ์)

ข้อมูลสำคัญนั้นควรครบทุกคำถามคือ who (ใคร) what (ทำอะไร) when (ตอนกี่โมง) where (ที่ไหน) why (เพราะอะไร) how (โดยใช้วิธีใด) เด็กเอกสื่อสารมวลชนรู้เรื่องนี้อย่างดี

สรุปว่าอ่านเพียงย่อหน้าหนึ่งถึงสามน่าจะพอกับข่าวแต่ละชิ้น นี่คือวิธีข่าวต่างชาติอ่านหนังสือพิมพ์ของเขาเองครับ ไม่จำเป็นต้องอ่านให้หมด แค่จับประเด็นสำคัญก็พอ

4. พาดหัวข่าวฝรั่งมีเคล็ดลับในการอ่าน

นั่นคือ

4.1 มักจะละทิ้ง verb to be คือ is, am, are, was, were เพราะถือว่าเป็นคำฟุ่มเฟือย เช่น

PM sick

ที่จริงพาดหัวนี้คือ PM is sick หรือ นายกรัฐมนตรีป่วย แต่ is ถือว่าเราเข้าใจแล้ว พื้นที่จำกัดต้องทำทุกวิธีทางเพื่อประหยัดพื้นที่ เลยตัด is ออก (ไม่ได้หมายความว่าคุณสามารถไม่พูด หรือไม่ใช้ verb to be เวลาพูดหรือเขียนสิครับ!)

การใช้ verb to be ใน passive voice ก็เหมือนกันครับ เช่น

Dog bitten by man

พาดหัวนี้คือ Dog is bitten by a man แต่เราตัด is ออกจากโครงสร้าง passive voice (to be bitten = ถูกกัด) ความหมายของพาดหัวข่าวนี้คือ หมาโดนผู้ชายกัด ถือว่าเป็นข่าวน่าสนใจมากกว่า ผู้ชายโดนหมากัด

เพื่อประหยัดพื้นที่ พาดหัวข่าวฝรั่งตัด a กับ the ออกเช่นกันครับ

4.2 อัญประกาศหมายถึง ความคิดเห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริง

อย่างเช่นพาดหัวข่าวอย่างนี้

Andrew is “most handsome farang in Thailand”

ความหมายคือ มีคนออกความคิดเห็นว่า แอนดรูว์เป็นฝรั่งรูปหล่อที่สุดในประเทศไทย มันไม่ใช่ข้อเท็จจริง (แน่นอนอยู่แล้ว) เป็นข้อมูลที่มีคนอ้างว่าจริง จึงจะใช้อัญประกาศ

4.3. พาดหัวอยู่ใน present tense แต่เนื่อเรื่องอยู่ในรูป past tense

เรามักจะเขียนพาดหัวข่าวในรูปปัจจุบันการณ์ เพื่อเน้นความทันสมัยของข่าว เหมือนกับว่ามันกำลังจะเกิดขึ้น ณ บัดนี้ แต่เนื้อเรื่องจะเล่าข่าวในรูปอดีตกาล เพราะที่จริงแล้วเหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ที่ได้ผ่านไปก็อยู่ในอดีต จำเป็นต้องเล่าในอดีต

4.4. ตัวย่อเพียบ

พาดหัวข่าวฝรั่งชอบใช้ตัวย่อเหมือนพาดหัวข่าวไทย เช่น PM คือ Prime Minister หรือ นายกรัฐมนตรี BMA คือ Bangkok Metropolitan Administration หรือ กทม. ของเรา หรือ Govt คือ Government หรือ รัฐบาล ถ้าไม่แน่ใจว่ามันย่อมาจากอะไรก็ลองอ่านเนื้อข่าว ชื่อเต็มของตัวย่อนั้นน่าจะอยู่ย่อหน้าที่หนึ่งหรือสองครับ

4.5 การใช้ colon หรือ : เป็นการอ้างถึงแหล่งข้อมูล

อย่างเช่น

Survey: Andrew most handsome farang

หมายถึง ผลการสำรวจปรากฏว่า แอนดรูว์เป็นฝรั่งรูปหล่อที่สุด หรือ

Andrew: I’m excited to be most handsome farang

ความหมายคือ แอนดรูว์บอกว่าตื่นเต้นที่ได้รับโหวดเป็นฝรั่งรูปหล่อที่สุด

ฝันไปเถอะน่ะแอนดรูว์

สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะฝากกับหัวข้อนี้คือ ยุคนี้หนังสือพิมพ์หลายฉบับกำลังหายไป เนื้องจากความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี คนส่วนใหญ่ได้ข่าวมาจากโทรทัศน์ หรืออินเตอร์เนต ผมอยากให้คุณสนับสนุน Bangkok Post กับ Nation โดยสมัครเป็นสมาชิก หรือซื้อจากแผง แต่ในกรณีที่ไม่สามารถซื้อได้ ก็สามารถอ่านข่าวได้จากเว็บไซต์ของเขา Bangkok Post จะหาได้ที่ www.bangkokpost.com ส่วนเนชั่นก็ไปที่ www.nationmultimedia.com แต่ขอย้ำว่า ชื้อก็ดีครับ ผมเองเป็นสมาชิกทั้งสองฉบับส่งที่บ้าน คุณก็น่าจะเป็นเหมือนกัน

2. Watch Movies and TV Shows … but no Thai!

วันที่สามที่ผมอยู่เมืองไทยอากาศร้อนขนาดคิดจะเป็นลม ตอนนั้นอยู่แถวสยามสแควร์ ผมหนีแดดโดยเข้ามาบุญครอง (สมัยนั้นไม่มีเรียก MBK นะครับ นี่คือยุคโบราณที่คนไทยยังภูมิใจภาษาของเขาเอง ไม่คิดจะทำลายชื่อโดยย่อเป็นสามตัวอักษรฝรั่ง)

ผมสังเกตว่าชั้นหนึ่งตอนนั้นมีโรงหนังขนาดเล็กที่น่าจะมีเครื่องแอร์ ผมเลยซื้อบัตรไปนั่งคนเดียวและดูภาพยนตร์ซึ่งจำชื่อไม่ได้ ผมนั่งพักผ่อนดูเรื่องโดยฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง รู้แต่ “ขอบคุณคะ” ที่นางเอกพูดในบางฉาก แต่ถึงแม้ว่าฟังไม่ออก ผมก็ยังเดาเนื้อเรื่องได้ สามารถเดาความหมายของแต่ละฉาก ใครเป็นพระเอก นางเอก มารร้าย จึงจำเป็นต้องดูเรื่องนั้นให้จบ

ผมอยากให้คุณทำอย่างนี้กับหนังฝรั่ง

โอกาสหน้าที่จะซื้อหรือเช่าดีวีดีหนังฮอลลีวูด หรือขอยืมจากเพื่อน (ซึ่งถ้าเรื่องมันส์ก็ลืมคืน) และเปิดตลับ นำแผ่นเข้าเครื่องเล่นดีวีดีของคุณ ใส่เสร็จแล้วก็หยิบรีโมท ไปกดที่เมนู …

… ห้าม

… ห้ามโดยเด็ดขาด …

… ห้ามไปที่ “ภาษา” และกด “ภาษาไทย”

ผมไม่ต้องการที่จะมี แบรดพิทท์ หรือ แอนเจลีนาโจลี มีภาษาไทยออกจากปากพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้นอีก ผมไม่ต้องการภาษาไทยวิ่งส่วนล่างของจอ แม้ภาษาอังกฤษวิ่งก็ไม่เอา ทุกคน … หยุดวิ่งซะ

เข้าใจไหมครับ ผมอยากให้คุณชมภาพยนตร์เรื่องนั้นด้วยสายตา และหู ไม่ต้องการที่จะให้คุณอ่านอะไร

คนไทยนี่แปลก แทบจะไม่มีใครดูหนัง มีแต่คน “อ่าน” หนังครับ ที่จริงเวลาชวนใครไปดูหนังคนไทยน่าจะบอกว่า “ไปอ่านหนังกันไหม” เพราะตราบใดที่มีตัววิ่งข้างล่าง ก็ไม่มีใครสนใจการฟัง ยิ่งภาษาอังกฤษที่ออกจากปากพวกนักแสดง

ลองอ่านซับภาษาไทยพร้อม ๆ ฟังภาษาอังกฤษ สมองมนุษย์เรารับทั้งสองวิธีไม่ได้ นี่คือสาเหตุเวลาต้องนำเสนออะไรโดยใช้ พาวเวอร์พอย์ท นั้นไม่ควรมีคำศัพท์มากมายบนจอ เพราะมนุษย์เราจะเลือกที่จะอ่านหรือฟัง ทำทั้งสองอย่างพร้อม ๆ กันไม่เป็น

ถ้าคุณอยากเก่งภาษาอังกฤษ คุณต้องเริ่มต้นถนัดการฟังก่อน และวิธีหนึ่งที่จะช่วยคุณฟังเก่งขึ้นคือ ชมหนังโดยไม่มีภาษาไทย ไม่มีซับภาษาไทย แม้ไม่มีซับภาษาอังกฤษ

ถ้าทำตามที่ผมแนะนำ รับรองว่า หนังเรื่องแรกคุณจะงงสุดขีด

ใช่แล้ว จะนั่งชมหนังด้วยหน้านิ่วคิ้วตลอด ตอนจบคงบ่นว่า “แหม เข้าใจไม่ถึง 10 เปอร์เซนของเรื่อง”

เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของสิ่งที่ผมย้ำมาหลายรอบแล้วว่า ทัศนคติที่ถูกคือครึ่งหนึ่งในการที่จะเก่งภาษาอังกฤษ รู้ไหม ถ้าเข้าใจเพียงร้อยละสิบของเรื่องนั้นถือว่าดี! เป็นการเริ่มต้นที่ดีมาก เรื่องต่อไปคุณจะเข้าใจ 12 เปอร์เซ็นท์ เรื่องที่สามจะเข้าใจ 13.5 เปอร์เซนท์ เรื่องที่สี่ก็ 15 เปอร์เซนท์ นี่แหละครับ การพัฒนา นี่คือวิธีที่จะเพิ่มทักษะการฟัง

ถ้าคุณชมหนังอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ สิ่งมหัศจรรย์จะเกิดขึ้นอีกไม่นาน นั่นคือ คุณจะเริ่มฟังรู้เรื่อง จะเริ่มจักคำ และโครงสร้างประโยค ที่ฝรั่งใช้บ่อย

เช่นเดียวกับการรายการข่าวทางโทรทัศน์หรือวิทยุ ฟังไปเรื่อย ๆ ครับ และเล่นเกมคือ จับคำที่รู้จัก แค่นี้ ห้ามรู้สึกผิดหวังกับการที่ฟังทั้งหมดไม่รู้เรื่อง ภาษาอังกฤษเต็มไปด้วยศัพท์เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกคำ แค่จับประเด็นหลักก็พอ

เมื่อผมแนะนำอย่างนี้คนไทยมักจะต่อต้านผมโดยบอกสองอย่างคือ

1. ฝรั่งพูดเร็วมากเวลารายงานข่าว นี่คือเรื่องจริง แต่ผมมีอะไรจะบอกคุณครับ … คือ คนไทยก็เหมือนกัน! สมัยที่ผมเรียนภาษาไทยผมเคยคิดอย่างคุณ ช่วงแรก ๆ ที่นั่งดูรายการข่าวทางทีวีไทยผมก็งงเหมือนกัน ไม่น่าเชื่อว่าเขาพูดเร็วขนาดนี้ “โอโห้ ไม่มีวันที่ผมสามารถตามทันได้” ผมเคยคิด แต่ดูสิครับ ไม่ใช่ว่าตอนนี้ผมก็ฟังรู้เรื่องหมดแล้ว … แถมผมเองเป็นหนึ่งในกลุ่มนั้นที่รายงานข่าวอย่างเร็ว! ชีวิตนี้ช่างจะตลกดี!

ขอพูดอีกที อย่ากังวลเรื่องที่ว่าฟังไม่รู้เรื่อง เป็นการกังวลที่ทุกคนรู้สึกเวลาฝึกภาษาที่สองครับ แต่ฟังไปเรื่อย ๆ ครับ จุดประสงค์ในช่วงแรกไม่ใช่ว่าต้องเข้าใจ แต่อยากให้หูคุณมีประสบการณ์กับการฟังอังกฤษ และจะเห็นเองว่าอีกไม่นานจะเริ่มฟังรู้เรื่อง และในวันนั้นผมเชื่อว่าคุณจะเกิดความรู้สึกอยากวิ่งมาหาผมเพื่อกอดอย่างแน่น

2. “ในหนังฮอลลีวู้ดศัพท์สแลงเยอะ” ถูกต้องแล้วครับ ยิ่งจากอเมริกาบางครั้งเขาพูดอะไรไม่รู้ โชคดีที่เวลาผมฟังไม่ทันผมก็สามารถรีบอ่านซับภาษาไทยเพื่อเข้าใจเรื่อง เห็นไหมล่ะ ผมในฐานะเป็นฝรั่งร้อยเปอร์เซน (ยกเว้นหัวใจ รู้สึกกลายเป็นไทยตั้งนานแล้ว) ก็ยังไม่เข้าใจที่เขาพูดแบบทั้งหมด แต่ผมก็สามารถเดาความหมายได้

ถึงเวลาที่คุณจะต้องใจเย็น ๆ สักนิดกับการฟังหนังและรายการทีวีของฝรั่ง เพราะถ้าอยากเก่งภาษาอังกฤษผมว่าต้องเริ่มกับการฟังก่อน เมื่อฟังรู้เรื่องก็ ถึงเวลามีอะไรออกจากปากของคุณ และพูดถึงปากของคุณแล้วก็ …

3. Sing!

ผมเล่าให้คุณฟังแล้ว สมัยที่ผมจมน้ำภาษาไทยผมก็เปิดฟังวิทยุทุกโอกาศ หาคลื่นเพลงไทยและฟังตลอด ร้องตามเพลงไทยเพราะสนุก และได้ศัพท์แสลงมากมาย

ผมมาเมืองไทยไม่ทันเพลง Welcome To Thailand ของคาราบาวรู้สึกเพิ่งจะขึ้นอันดับเพลงไม่กี่ปีก่อนที่ผมมา แต่ก็ยังนิยมอยู่ในปีแรกที่มาเมืองไทย โดยที่เขาร้องว่า

“Tom Tom, where you go last night?”

“I like เมืองไทย I like Patpong.”

ซึ่งพอฟังแล้งหงุดหงิดอยู่สามประการคือ ก. ที่ถูกคือ Where did you go? ไม่ใช่ Where you go? คำว่า did หายไปไหนล่ะแอ๊ด ข. ไม่มีฝรั่งที่รู้จักคำว่า เมืองไทย ก็เลยคนที่เลียนเสียงฝรั่งโดยร้องว่า “I like เมืองไทย” ก็ไม่ธรรมชาติ และที่สำคัญที่สุดคือ ค. ไม่ใช่ว่าฝรั่งทุกคนที่มาเมืองไทยไปอุดหนุนพัฒน์พงศ์อย่างที่เขาร้อง ฝรั่งบางคนนั่งที่บ้านทุกคืนท่องคำศัพท์ภาษาไทยเพื่อเก่งภาษานั้น wได้กลิ่นของ ฝรั่งน้อยใจ หรือยัง

ในช่วงหนึ่งสองปีแรกที่มาเมืองไทยมีเพลงมากมายที่ช่วยผมเข้าใจภาษาไทยอย่างดี ซึ่งเรื่องนี้เล่าให้ฟังแล้ว แถมช่วยเปิดเผยให้เห็นถึงค่านิยมวัฒนธรรมของคนไทย เช่น

“ไม่อ้วนเอาเท่าไร” ของ มาลิลา บราซิลเลีย ทำให้เราเข้าใจว่าสาวไทยไม่ชอบพกแฟนรูปร่างท้วม นอกเสียจากว่าแฟนนั้นเป็นเศรษฐีพันล้าน อ้วนเท่าไรก็รับได้

หมื่นล้านเพลง ของบิลลี่โอแกน ทำให้ผมเข้าใจถึงการนับเลข ลาออก ของบิลลี่โอแกน ก็สอนวิธีแก้แค้นเจ้านาย

“5 กอ 5 ยอ” ของ เทียรี่ย์ สอนให้เราเข้าใจวิธีย่อคำในภาษาไทย (แถมสอนคำว่า เกือก หลังจากที่ตำราสอนภาษาไทยระเคยระบุว่าต้องเรียกว่า รองเท้า แหมตำราวิชาการล่ะ ไว้ใจไม่ได้หรอก)

“ยินดีไม่มีปัญหา” ของอัศนีย์ วศันย์ ได้เรียนรู้การทักทายที่ถูกต้อง และวัฒนธรรมไทยที่ว่าคนไทยพูดว่า ไม่มีปัญหา ในทุกสถานการณ์รวมถึงกรณีฉุกเฉินที่สุด

“สุด ๆ ไปเลย” ของ ไมโคร ทำให้ผมเข้าใจถึงวิธีการใช้คำว่า เลย เพราะเท่าที่จำได้ทุกเพลงในอัลบัมนั้นลงท้ายด้วยคำว่า เลย (เป็นคำที่ฝรั่งออกเสียงยากมาก เพราะภาษาอังกฤษไม่มีสระ เอย เรามักจะออกเสียง เลย ว่า ลอย)

และเพลงนั้นซึ่งทุกคนเวลาเมาก็ร้องแบบ บิน บิน บิน บิน ปายยยยยยยยย ก็ทราบถึงวิธีการบินของนกในเมืองไทย เพราะทุกครั้งที่เพลงนี้เปิดในผับ หนุ่มสาวทุกคนต้องลุกมาสาธิตให้ดูนกบินทันที (เมื่อต้นปี 2555 ผมมีโอกาสไปเชียงรายเพื่อเป็นพิธีกรบนเวทีงานดนตรีโลกของทอดด์ ทองดี ซึ่ง หงาคาราวาน เล่นด้วย เพิ่งทราบคืนนั้นหลังจาก 23 ปีว่า เพลงนี้ไม่เกี่ยวกับนกเลย ความรู้มาช้าแต่ก็ดีกว่าไม่มา)

“ผู้หญิง” ของเทียรี่ ที่ทำให้ผมเข้าใจถึงความลึกซึ้งที่คนไทยมีต่อคุณแม่ (แล้วคุณพ่อล่ะ)

“พริกขี้หนู” ของเบิร์ด ทำให้ผมรับรู้การสร้างคำด้วยคำว่า ขี้ ก่อนนั้นคิดว่าเป็นคำหยาบคาย หลังจากนั้นได้ค้นพบเรียนรู้คำศัพท์เช่น ขี้เกียจ ขี้เหนียว ขี้งอน ขี้แพ้ และที่ใกล้ชิดที่สุดคือ ขี้นก

อย่างไรก็ตามผมได้ความรู้มากมายจากเพลงไทย ผมก็อยากให้คุณทำอย่างนี้กับเพลงอังกฤษ

ยุคนี้ง่ายกว่ายุคเก่าครับ สมัยก่อนเราฟังวิทยุถ้าชอบเพลงก็ต้องไปหาแผงและซื้อเทปทั้งตลับ อาจชอบเพียงเพลงเดียวแต่ต้องทนอีก10เพลงที่ไม่ได้เรื่องเพื่อฟังเพลงโปรด

สมัยนี้แค่ฟังแล้วก็หาทางอินเตอร์เน็ตเพื่อดาวน์โหลดฟรี ดังนั้นอาศัยเพลงอังกฤษซักหน่อยเพราะเป็นวิธีสุดยอดที่เรียนแบบสนุกสนาน ได้เพลิดเพลิงกับเพลง และจะได้เรียนรู้กับศัพท์สแลง โครงสร้างประโยคแปลก ๆ และวิธีบอกรักอย่างมีความหลากหลาย

นอกจากเพลงวัยรุ่นที่มาฮิตชั่วคราวและก็หาย มีเพลงอมตะมากมายที่มีเนื้อเพลงเพราะดี ทำให้คุณสัมผัสกับความไพเราะของภาษาด้วยครับ เช่น

More Than I Can Say ร้องโดย Leo Sayer ต้องยอมรับว่าผมเองไม่ค่อยชอบเพราะเน่าๆ หน่อยแต่เนื้อเพลงเสนอวิธีบอกรักมาหลายรูปแบบรวมถึง

I love you more than I can say.
(ฉันรักเธอมากกว่าสามารถพูดได้)

I’ll love you twice as much tomorrow.
(พรุ่งนี้จะรักคุณยิ่งกว่านี้ เป็นทวีคูน)

I love you every single day.
(ฉันรักเธอทุก ๆ วัน ไม่ขาดแม้แต่วันเดียว)

ถ้าถามผมส่วนตัวคิดว่าเพลงไหนเพราะ และเสนอเนื้อหาที่ดี ลองฟังเพลงเหล่านี้ครับ

เพลงอมตะ เก่าแกแต่คลาสสิก ยังไม่เน่า

1. Smoke Gets In Your Eyes

2. Misty

3. As Time Goes By

4. The Man I Love

5. What A Wonderful World

 

เพลงรักที่สื่อความหมายดี

You Are So Beautiful (Joe Cocker)

The First Time Ever I Saw Your face (Roberta Flack)

Bridge Over Troubled Water (Simon & Garfunkel)

Best Of My Love (Eagles)

To Sir With Love (Lulu)

You’ve Got A Friend (Carole King)

Wonderful Tonight (Eric Clapton)

Unchained Melody (Righteous Brothers)

I Will Always Love You (Whitney Houston)

This Guy’s In Love With You (Herb Alpert)

Close To You (Carpenters)

Let’s Stay Together (Al Green หรือ Tina Turner)

Cruisin’ (Smokey Robinson)

The Way We Were (Barbra Streisand)

Loving You (Minnie Riperton)

How Deep Is Your Love (Bee Gees)

Kiss From A Rose (Seal)

Landslide (Fleetwood Mac หรือ Dixie Chicks)

White Flag (Dido)

แต่ที่จริงความชอบ หรือ ไม่ชอบ ก็ขึ้นอยู่กับคุณเองนะครับ ขอให้เดินทางผจภัยกับเพลงฝรั่งอย่างสนุกสนานนะครับ และอีกไม่นานจะเริ่มคุ้นเคยกับภาษาของเรา

4. Keep a Diary

คนไทยกลัวภาษาอังกฤษมาก เช่น นักศึกษาเห็นว่ามี tense ทั้งหมด 12 tense และท่องจำยาก

เป็นวิธีการมองภาษาอังกฤษที่ผิดมาก เพราะที่จริงแล้วมีเพียงแค่ไม่กี่ tense ที่เราใช้บ่อย ถ้าถามผมแล้วผมอยากให้คุณให้ความสำคัญกับ past tense กับ present perfect tense กับ present continuous มากที่สุด (future ไม่ต้องกังวลเพราะมันง่ายอยู่แล้ว เติม will หรือ to be going to ก็พอ ส่วน present tense ก็ง่ายเหมือนกันเพียงแต่ว่าต้องเติม s กับกริยาในบางกรณี)

เวลามองอย่างนี้ก็ไม่น่ากลัวหรอก มีเพียง 3 tense ที่จะต้องรู้อย่างดี แล้วจะเก่ง past tense หรือ อดีตกาล ได้อย่างไร ซึ่งผมเองยังคิดว่าคนไทยอ่อนกับการใช้นิดนึง

มีอยู่วิธีหนึ่งที่จะทำให้คุณเข้าใจถึงการใช้อดีตกาลของภาษาอังกฤษอย่างดี และทำให้คุณคุ้นเคยกับอดีตกาล โดยใช้เวลาไม่เกินวันละ 15 นาทีและไม่ต้องเสียเงิน นอกจากค่าสมุดเขียนราคาถูก

เมื่อ 25 ปีที่แล้ว เพื่อนผมให้ของขวัญปีใหม่ที่เป็นสมุดบันทึกข้อความประจำวัน ภาษาอังกฤษเรียกว่า diary (ได-อะ-รี … อย่าสับสนกับ dairy ที่แปลว่า อาหารที่ทำจากนมซึ่งออกเสียงว่า แด-รี) ทีแรกไม่ได้คิดจะเขียนทุกวันแต่ตอนนั้นเป็นช่วงปีใหม่ก็เลยเริ่มกับวันที่ 1 กุมภาพัน เขียนสิ่งที่ผมทำในวันนั้น และก็ทำอย่างนี้ครบหนึ่งเดือนเต็ม ทุกวันก็หนึ่งหน้ากระดาษ ตอนนั้นเชื่อว่าอีกไม่นานคงเลิกสนใจเรื่องนี้แต่ไม่ ในที่สุดเขียนทุกวันๆ จนครบหนึ่งปีเต็ม ในปีถัดมาผมเลยซื้ออีกเล่มหนึ่งเองเพื่อเขียนต่อ

เชื่อไหมครับ ตอนนี้ในห้องนอนผมก็มีทั้งหมด 25 เล่ม ใช่แล้ว ผมเขียนสิ่งที่ผมทำทุกวัน ความรู้สึกที่ผมมีในแต่ละวัน ลงใน diary ผมมา 25 ปีติดต่อกัน ตอนนี้ผมสามารถย้อนกลับไปอ่านว่า ผมกินอะไรเมื่อ 5 หรือ 15 ปีที่แล้ว ปิ๊งใคร หงุดหงิดกับใคร ไปเที่ยวที่ไหน สุขภาพเป็นอย่างไร และโชคดีที่ผมทำอย่างนี้เพราะถ้าไม่ได้บันทึกประจำวันทุกวันในรอบ 25 ปีที่ผ่านมาก็แน่นอนครับ ต้องลืม

สำหรับผมถือว่าเป็นการระบายความรู้สึกอย่างดี บางครั้งเรามีเรื่องคาใจที่ไม่สามารถบอกใครได้ ผมก็ลงเขียนใน diary ของผม โดยไม่มีใครอ่าน (ถ้ามีใครอยากแอบอ่านก็คงยังอ่านไม่ได้ ลายมือผมแย่กว่าพวกหมออีก) ผมได้ทำพินัยกรรมเรียบร้อยแล้ว และมีย่อหน้าหนึ่งที่ผมระบุว่า “ในกรณีที่ผมอำลาโลกนี้ ขอให้เพื่อนเอาสมุดบันทึกประจำวันของผมทุกเล่มกองเอาไว้ และก็เผาหมดเลย”

กลายเป็นกิจวัตประจำวันของผมก่อนนอนว่า ต้องเขียนสิ่งที่ผมทำในวันนั้นเป็นเวลาสัก 5 นาที ก็มีความสุขครับ

ผมอยากให้คุณทำอย่างนี้ แต่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ

รู้ไหมครับ ตอนนี้ผมสามารถพิมพ์ภาษาไทยได้คล่อง เรียนประโยค (กือบจะ) ถูก รู้เรื่องกับการสะกดคำภาษาไทยอย่างดีถึงแม้ว่าพวกการันต์ยังเป็นศัตรูผมเพราะจำไม่ได้เสียทีว่าควรลงอันไหนถึงจะสะกดถูก แต่ไม่ใช่ว่าผมเป็นอย่างนี้ตลอด สมัยก่อนผมเขียนภาษาไทยแย่ โครงสร้างประโยคมีกลิ่นฝรั่งทุกประโยค เลือกคำที่จะใช้ไม่ถูกกาลเทศะ

แล้วเกิดอะไรขึ้นที่ทำให้ผมเขียนได้ถึงระดับนี้แล้ว ผมก็จะบอกให้

เมื่อปี พศ. 2536 เกิดสงครามในประเทศไทยระหว่างคนไทยกับ … กับใคร … พม่ามั้ย

ไม่

เขมรมั้ย

ก็ไม่เชิง คำตอบคือ

สงครามระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสำนักพิมพ์ผลิตพจยานุกรมอังกฤษชื่อดังคือ ลองแมน

ในเดือนกรกาคมของปีนั้น ลองแมนออกพจนานุกรมใหม่ชื่อ “พจนานุกรมของภาษาและวัฒนธรรม” ซึ่งจุดเด่นคือ นิยามศัพท์แบบสบาย ๆ ไม่ทางการมากเหมือนพจนานุกรมทั่วไป

คำศัพท์หนึ่งคือคำว่า Bangkok และเขานิยามกรุงเทพว่า “a city known for its Buddhist temples and a place where there are a lot of prostitutes” หรือ “กรุงที่มีชื่อเสียงด้านวัดของศาสนาพุธหลายแห่ง และโสเพณีจำนวนมากมาย”

ตอนนั้นการตอบรับเล่มนี้จากคนไทยก็สามารถได้ยินเสียงโห่ดังขนาดอยู่สิงคโปรก็ยังได้ยิน รัฐบาลไทยออกมาประนามลองแมนอย่างแรง กรมตำรวจประกาศห้ามซื้อขายเล่มนี้ เพราะทำลายชื่อเสียงประเทศไทย มีการชุมนุมเพื่อเผาเล่มพจนานุกรมของลองแมน ถือว่าเป็นครั้งแรก และครั้งสุดท้าย ที่ประเทศนี้ให้ความสนใจและความสำคัญกับพจนานุกรมอังกฤษมากขนาดทั้งชาติหันมาสนใจ

ตอนนั้นผมเป็นบรรณาธิการนิตยสารเนชั่นจูเนียร์ในเครื่อข่ายของเดอะเนชั่น ซึ่งอีกนิตยสารหนึ่งในเครื่อข่ายนั้นคือ เนชั่นสุดสัปดาห์ ท่ามกลางสถานกาณณ์วุ่นวายที่เกิดจากลองแมน บรรณาธิการนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์แวะมาหาผมที่โต๊ะ “คุณแอนดรูว์ช่วยเขียนคอลลัมน์เกี่ยวกับมุมมองของฝรั่งต่อสถานการณ์นี้”

“เป็นภาษาอังกฤสใช่ไหม” ผมถาม

“เป็นภาษาไทย”

คืนนั้นผมกลับบ้านเขียนความรู้สึกเป็นภาษาอังกฤษ ใช้เวลาแปลเป็นไทยประมาณสี่ชั่วโมง เขียนแบบทะแม่งๆ วันรุ่งขึ้นบังคับลูกน้องเก่งคนหนึ่งชื่อ สิรินทร์ ปาลศรี (ซึ่งบังเอิ๊ญ บังเอิญ เป็นบรรณาธิการเล่มนี้ที่คุณกำลังอ่านอยู่ตอนนี้) และคุณสิรินทร์ก็เรียบเรียงให้เป็นภาษาไทยที่พอใช้ได้ แล้วส่งไปยังบรรณาธิการ ถูกพิมพ์และได้รับความสนใจจากหลายคนเนื่องจากว่าเขียนตรงไปตรงมา และเขียนเป็นภาษาไทยด้วย

การที่ถูกบังคับเขียนคอลัมน์นั้นเป็นงานชิ้นใหญ่สำหรับผม เพราะก่อนนั้นไม่เคยได้เชียนอะไรยาวขนาดหนึ่งหน้าเต็มของนิตยสาร และถึงแม้ว่ากินเวลามาก ผมก็ประทับใจกับผลงานที่ออกมา

จบเรื่อง

อย่าเพิ่งครับ ยังไม่จบ

สัปดาห์ถัดไปท่านบรรณาธิการขึ้นมาหาผมอีกครั้งหนึ่ง

“คอลัมน์ของคุณแอนดรูว์อยู่ไหน” เขาถามด้วยรอยยิ้มสยามอันกว้างขวาง

“คอลลัมน์อะไร ก็ผมส่งคุณตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว”

“ไม่ใช่คอลัมน์นั้น คอลัมน์สำหรับอาทิตย์นี้”

ปรากฏว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนผมเข้าใจผิด นึกว่าต้องเขียนเพียงเรื่องเดียว แต่ไม่ใช่ ตอนนั้นผมตกลง โดยไม่รู้ตัวว่าจะเขียนคอลลัมน์ทุกๆ สัปดาห์ที่เป็นมุมมองของฝรั่งที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ภายใต้ชื่อคอลัมน์ว่า “เมืองไทยในสายตาผม”

ทีแรกผมก็ช็อค เพราะไม่คิดจะต้องสละเวลาทุกสัปดาห์นานแสนนานเพื่อเขียนภาษาไทย แต่ในที่สุดก็ยอม และเริ่มเขียนทุก ๆ อาทิตย์เป็นเวลาแปดปีครับ

การที่ผมจำเป็นต้องเขียนบทความเป็นประจำเป็นสิ่งเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ผมค่อย ๆ รู้เรื่องเกี่ยวกับการเขียนภาษาไทย ก่อนนั้นเคยทำคอร์สเขียนแต่ไม่ได้ผล เคยซื้อหนังสือที่พยายามสอนวิธีเรียนประโยคที่ถูกต้องแต่ผมอาจเป็นลูกศิษย์ที่ไม่เก่ง ไม่ดี เพราะไม่ได้ผลเลยเท่ากับ นั่งเขียนคอลลัมน์ประจำ

มีปรากฏการเกิดขึ้นที่ผมไม่คาดคิด คือเวลาที่ใช้ในการเขียนลดลงโดยไม่รู้ตัว จากหกชั่วโมงเพื่อเขียนก็กลายเป็นสี่ชั่งโมง หลังจากสักพักหนึ่งก็ขี้เกียจแปลโดยใช้มือเขียนก็เลยฝึกหัดการพิมพ์ไทย ทำให้หลายคนสะดุ้งเวลาเห็น ประทับใจที่ผมพิมพ์ได้ เขาคิดว่าผมเก่งแต่ความจริงแล้วผมบังคับตัวให้เรียนวิธีพิมพ์เพราะขี้เกียจเขียนโดยใช้ลายมือมากกว่า ประหยัดเวลาด้วย

ขั้นตอนต่อไปคือแทนที่จะร่างเป็นภาษาอังกฤษก่อน ผมก็เลยคิดเป็นไทยและก็เขียนเป็นไทย ในที่สุดใช้เวลาประมาณสองชั่งโมงเพื่อเขียนคอลลัมน์ซึ่งเป็นเวลาพอ ๆ กับเวลาที่ผมใช้เมื่อเขียนบทความเป็นภาษาอังกฤษ

โปรดฟังอีกครั้ง สิ่งเดียวที่ทำให้ผมเก่งการเขียนคือการเขียนป็นประจำ และ นี่คือสิ่งที่ผมอยากให้คุณทำโดยเขียนบันทึกข้อความประจำวัน

ลองหาซื้อสมุดเขียนราคาถูก และขอเริ่มต้นโดยเขียนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของคุณ ช่วงแรกไม่เกิด 4 หรือ 5 บรรทัดครับ น่าจะใช้ไม่เกิด 15 นาที อย่างเช่น

สมมติว่าวันนี้คุณตื่น 6 โมง เช้า ไปทำงาน อาหารมื้อกลางคืนก็กินส้มตำไก่ย่าง ช่วงบ่ายก็ประชุม ตอนเย็นไปออกกำลังกายโดยวิ่ง เสร็จแล้วดูหนังกับแฟน คุณก็อาจเขียนว่า

Today I woke up at 6 am. I went to work. I ate somtam and kaiyang for lunch. In the afternoon I had a meeting. After work I went jogging and then met my girlfriend. We watched a movie together.

นี่คือสิ่งที่คุณเขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ก่อนนอนครับ สังเกตไหมครับว่า เนื่อวจากว่าทุกสิ่งที่คุณทำได้ผ่านไปแล้ว คุณก็ต้องเขียนเป็นอดีตกาล คือ ต้องเปลี่ยนกริยาทุกกริยาให้เป็น past tense หรือ อดีตกาล (woke, went, ate, had, met, watched) พยายามใส่ใจเรื่องนี้สักหน่อย

การบรรทึกนี้ไม่จำเป็นให้ใครดู ก็เลยใช้โอกาสระบายความทุกอย่างที่ผมทำกับ diary ผมทุกวัน

แต่ถ้าเขียนอย่างที่ผมยกตัวอย่างในทวงทำนองที่แห้งๆ นั้นอีกไม่นานจะเริ่มรู้สึกเบื่อๆ ดังนั้นเนื่องจากว่าไม่มีใครจะอ่านแล้วก็ … ลองเขียนความรู้สึกด้วยเช่น

Today work was so boring! The boss was very obnoxious! At lunch I ate noodles by myself. The waitress was very beautiful and I fell in love with her. I think I will buy her flowers tomorrow.
นี่น่าสนใจมากกว่า! เขียนว่า งานมันน่าเบื่อ เจ้านายก็งี่เง่า (obnoxious = งี่เง่า กวนเท้า)  กินก๋วยเตี๋ยวคนเดียว ปิ๊งเด็กเสริฟ

สังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ พอถึงประโยคสุดท้ายที่เขียนว่า คิดจะซื่อดอกไม้ให้เธอในวันพรุ่งนี้ ก็เนื่องจากว่าไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ก็ไม่จำเป็นต้องเขียนในรูปอดีตกาล เพราะเป็นความคิดเดียวนี้ (I think …) เกี่ยวกับสิ่งที่คิดจะทำในอนาคต (I will buy her flowers).

บางคนอาจกังวลว่า ถ้าไม่ให้ใครอ่าน หรือแก้ เราจะพัฒนาได้อย่างไร กรุณากลับไปดูจุดประสงค์ของเราในการเขียนทุกวัน นั่นคือ เพื่อมีประสบการณ์เป็นประจำในการเขียนภาษาอังกฤษ แค่นี้ครับ ผิดหรือถูก ช่างมันเถอะ ขอให้เขียนดีเท่าที่สามารถเขีบนได้โดยใส่ใจเรื่องอดีตกาลหน่อย

สังเกตไหมว่าโครงสร้างประโยคที่ผมใช้ในตัวอย่างก็ง่ายมาก ผมอยากให้คุณเขียนอย่างนี้ครับ เริ่มต้นกับประโยคง่าย ๆ ประธาน-กริยา-กรรม และพอเริ่มคุ้นเคยกับโครงสร้างนั้นก็ทดลองกับคำศัพท์หรือวลีใหม่ ที่คุณได้จากการอ่านหนังสือพิมพ์ทุกวัน การที่ได้ยินจากหนังหรือรายการทีวีภาษาอังกฤษที่คุณดูทุกวัน  แม้จากเพลงที่คุณร้องตามก็ตาม

ถ้าคุณทำตามคำแนะนำนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมเมื่อปี 2536 จะเกิดขึ้นกับคุณ นั่นหมายถึง การที่จะใช้กริยาในรูปอดีตกาลนั้นจะเริ่มติด คุณจะแปรรูปกริยาโดยไม่รู้ตัว เหมือนธรรมชาติ ไม่ต้องคิดก่อน อีกอย่างหนึ่ง (และนี่สำคัญ) คุณจะเริ่มเขียนภาษาอังกฤษให้เก่งขึ้นโดยไม่รู้ตัว นั่นเป็นเพราะว่าการเขียนทุกวัน ๆ นั้นทำให้เราทักษะการเขียนดีขึ้นทีละเล็กละน้อยโดยที่อาจไม่รู้เองว่าเก่งขึ้นครับ ถ้าไม่เชื่อ ทำตามขั้นตอนนี้สิครับ

4.1  ลองเขียนทุก ๆ วันเป็นเวลานึ่งเดือนก่อนนอน วันละสี่บรรทัด

4.2 ในเดือนที่สองให้เพิ่มเป็นห้าหรือหกบรรทัด

4.3 ในเดือนที่สามขอวันละ เจ็ด บรรทัด

4.4  พอครบสามเดือน กลับไปอ่านสิ่งที่คุณเขียนในวันแรกเมื่อสามเดือนที่แล้ว และเปรียบเทียบกับวันล่าสุด สิ่งที่คุณจะเห็นจะทำให้คุณทั้งตกใจและดีใจ
5. English Friend

ผมเคยพูดมาหลายปีแล้วว่า มีทั้งหมด 5 วิธีที่จะเก่งภาษาอังกฤษ ซึ่ง 5 วิธีนั้นมีดังนี้ครับคือ

1. ฝึก

2. ฝึก

3. ฝึก

4. ฝึก

5. หาแฟนเป็นฝรั่ง

พอพูดเคล็ดลับนี้มาหลายปีแล้ว หลัง ๆ ก็ไม่ค่อยได้ใช้มุขนี้เนื่องจากว่า 1. ฝืด และ 2. รู้สึกไม่อยากจะให้คนไทยทรมานตัวเองโดยคบแฟนเป็นฝรั่ง เพราะแฟนฝรั่งไม่น่ารักเท่าแฟนไทย ตัวใหญ่เกินไป พูดเสียงดัง งอนกับง้อไม่เป็น จะไม่หึงหวงเท่าแฟนไทย และรักเดียวใจเดียวซึ่งถือว่าเป็นข้อเสียเมื่อคุณเริ่มเบื่อฝรั่งคนนั้นและอยากทิ้งเขาเพราะเขาจะไม่ยอมไปง่ายๆ เนื่องจากว่ารักเพียงเธอคนเดียว …

สมัยนี้ผมเปลี่ยนข้อ 5 เป็น

5. หาเพื่อนเป็นฝรั่ง

นี่มันง่ายกว่า ปลอดภัยกว่า สามารถคบแฟนเป็นคนไทยอย่างที่สังคมชอบ แต่ในขณะเดียวกันหาเพื่อนชาวต่างชาติ วัยเดียวกัน เพศเดียวกันก็ได้ เพราะจะได้ประโยชน์หลายอย่างคือ ฝึกอังกฤษแบบธรรมชาติโดยไม่ต้องเสียงเงินเป็นชั่วโมงเหมือนที่คุณจ้องทำที่สถาบันฝึกภาษา (หรือกับชาวต่างชาติที่ใส่ชุดกระโปรงสั้น สูบบุหรี่ ใส่เครื่องสำอางหนาไปหน่อยที่รอปากซอยนานาทุกเที่ยงคืน ได้ข่าวว่าพวกนี้ต้องจ่ายเป็นชั่วโมงเหมือนกัน)

มันคงไม่ง่ายขนาดนั้นที่จะหาเพื่อนเป็นฝรั่ง มีอยู่หลายปัจจัยที่ทำให้คุณไม่สามารถคบได้เช่น คุณคุยภาษาอังกฤษไม่เก่ง หน้าตาฝรั่งคนนั้นจืดๆ บ้านอยู่ห่างจากชาวต่างชาติมากพอสมควร (แต่เท่าที่ผมเห็นตอนนี้ต่างจังหวัดฝรั่งกระจ่ายไปทั่ว จนแถวภาคอีสานมีแต่ผู้หญิงไทยที่สามารถทำกับข้าวได้หลายอย่าง รวมถึง ส้มตำ ลาบ ไก่ย่าง พิซซ่า และ แฮมเบอร์เกอร์)

ที่จริงแล้วไม่จำเป็นต้องพึ่งพาฝรั่งเพื่อเก่งภาษาอังกฤษ แต่ต้องมีความพยายามนะ

ผมขอแนะนำโครงการหนึ่งของผมที่มีชื่อว่า “โครงการตั้งวงเล่าภาษาอังกฤษ” ไม่เกี่ยวกับสุรานะครับ และคุณสามารถเข้าโครงการนี้ได้ โดยมีขั้นตอนอย่างนี้ครับคือ

1. หาเพื่อน สมาชิกครอบครัว หรือใครก็ได้ที่เป็นคนไทยที่อยู่ใกล้ชิดกับคุณ ที่เจอกันทุกวัน ต้องเป็นคนที่คุณสนิท และไว้ใจได้ ไม่เกินสองคนตอนแรก แต่เพียงหนึ่งคนก็ดี

2. กำหนดเวลาที่จะนัดเจอกันทุกวัน อาจเป็นพักเที่ยง หรือกลางคืนที่บ้านก็ได้

3. เริ่มจากเวลานั้นเป็นต้นไป ให้พูดภาษาอังกฤษอย่างเดียว ภาษาอังกฤษล้วน ไม่มีภาษาไทยหลุดจากปาก ผิดหรือถูกก็ช่างมันเถอะ จุดประสงค์คือเพิ่มทักษะและประสบการณ์ในการพูดภาษาอังกฤษ อย่างน้อยวันละ 20 นาที เมื่อครบหนึ่งเดือนเพิ่มเป็นการสนทนาวันละ 30 นาที

ทำอย่างนี้เป็นเวลาสามเดือน รับรองวันแรกก็บ้าๆ บอๆ เขินๆ แต่นี่คือสิ่งที่ดีนะครับ อยากให้เป็นสิ่งตลกๆ ที่ทำให้คุณหัวเราะทุกครั้ง ถ้าทำอย่างนี้ทุกวันก็รับรองจะเห็นหลังสามเดือน

ผมตั้งหน้าเฟสบุ๊คชื่อ “โครงการตั้งวงเล่าภาษาอังกฤษ” ไปที่หน้านั้นและก็ลงทะเบียน จะได้พบกับกลุ่มอื่นที่ทำอย่างนี้ครับ อาจได้เพื่อนใหม่ด้วย ไชโย

นี่แล่ะครับ ที่ผมเรียกว่า  The Daily Five  หรือห้าอย่างที่อยากให้ทำทุกวันในชีวิตประจำวันของคุณ ภาษาอังกฤษจะไม่เป็นศัตรูของคุณอีกต่อไป แต่จะเป็นคลื่นที่มาครอบคลุมชีวิตคุณ อย่างนี้ไม่น่ากลัวหรอก

สามเดือนนะครับ หยุดอ่านหนังสือเล่นนี้เป็นเวลาสามเดือนและทำทุกอย่างที่ผมบอก และกลับไปวัดผลว่าคุณพัฒนาได้มากน้อยแค่ไหน พอทำเสร็จก็ … อ่านต่อ

eof