ไวยากรณ์สำคัญแค่ไหน

คำว่า tense มีสองความหมายหลักในภาษาอังกฤษ อันแรกในเชิงไวยากรณ์คือ กาล เช่น present tense, past tense, future tense ฯลฯซึ่งผมเชื่อว่าคุณรู้อยู่แล้ วว่าภาษาอังกฤษมีทั้งหมด 12 tense ถ้าไม่นับพวก conditionals

อีกความหมายหนึ่งของ tense คือ เมื่อเป็นคำคุณศัพท์แปลว่า ตึงเครียด เช่น

I was tense before my test.
(ผมรู้สึกตึงเครียดก่อนสอบ)

ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่แยกสองความหมายนี้ไม่ออกเพราะ การเรียน tense ภาษาอังกฤษทำให้รู้สึกตึงเครียก หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า Tenses make me tense! วันนี้ประเด็นของเราคือ tense ในความหมายว่า ไวยากรณ์ สำคัญแค่ไหน

ถ้าหากเหตุการณ์เกิดขึ้นในอดีตไปแล้ว เช่น “I went to the market yesterday.” หากพูดว่า “I go to the market yesterday” โดยที่ใช้ verb ผิด tense ชาวต่างชาติจะเข้าใจไหม เพราะว่าบางครั้งคนไทยไม่ทราบหรือคิดไม่ทัน verb ในรูปอดีตของกริยานั้น

คำถามนี้ทำให้ผมนึกถึงอดีต สมัยที่ผมเพิ่งจะเข้ามาอยู่ประเทศไทยและเริ่มเรียนภาษาไทย ไทยนั้นไม่ค่อยยากด้าน Grammar ซึ่งตรงกันข้ามกับภาษาอังกฤษ แต่ถามฝรั่งคนใดที่เคยลงมือเรียนภาษาไทยและเขาต้องยืนยันว่า ไทยจะยากแสนยากด้านวรรณยุคเสียงสูงต่ำ คุณอาจจะท้อใจเรื่อง English tenses ใช่ไหม พวกฝรั่งเรานึกถึงการเรียนวรรณยุคไทยก็นึกอยากจะกระโดดตึกใบหยกเหมือนกัน

แอบฟังฝรั่งพูดภาษาไทยก็จะรู้ดีครับ ปัญหาอยู่ที่ว่า เราฟังเสียงสูงต่ำไม่ออก อาจารย์จะสอนเราว่า ต้องออกเสียง

“กา ก่า ก้า ก๊า ก๋า”

นักเรียนฝรั่งตอบอย่างที่เขาได้ยินว่า

“กา กา กา กา ก้า”

มันเหมือนกับว่า เราไม่ให้ความสำคัญกับเสียงสูงต่ำ เพราะภาษาของเราไม่ให้ความสำคัญเรื่องวรรณยุคเท่ากับไทย ผมเคยได้ยินฝรั่งอุจจาระสกุณาพูดกับแฟนไทยชั่วคราวถึงการเรียนภาษาไทย “โอ้ มันอยากหมาก” คนเดียวกันนี้เลยชมแฟนเขาโดยบอกว่า “คุณซวยจริง ๆ “

เราเดาได้เลยว่า ฝรั่งคนนั้นอยากอธิบายว่าภาษาไทย “ยากมาก” และแฟนเขา “สวย” เหลือเกิน สังเกตไหมครับว่า แฟนนั้นไม่ได้รีบไปขอหมากซักลูกจากคุณแม่ เพื่อที่จะให้ฝรั่งคนนั้นเนื่องจากว่าเขาประกาศว่าปราถนาที่จะเคี้ยวหมากอย่างมาก และเธอก็ไม่ได้คิดจะตบหน้าเขาสองสามเพียะเนื่องจากว่าเขาพูดถึงความขี้เหร่ของเธอ

นั่นแหละสิ สาวไทยที่หลงทางแถวตรอกเข้าสารนั้นสามารถเดาความหมายได้ ถึงแม้ว่าฝรั่งคนนั้นไม่ได้ออกเสียงอย่างถูกต้อง

ถ้าถามผมก็น่าจะเป็นเรื่องเดียวกับ ไวยากรณ์อังกฤษครับ ถ้าคุณพูดว่า I went to the market yesterday ฝรั่งต้องคิดว่า “เมื่อวานเขาไปที่ตลาด” แต่ถ้าคุณพูดว่า I go to the market yesterday ฝรั่งต้องคิดว่า “เขาไปที่ตลาดเป็นประจำ … เดี๋ยวนะ … ไม่ใช่ … เขาได้ไปตลาดเมื่อวาน ไม่ใช่เป็นประจำ” สรุปว่าฝรั่งได้เข้าใจแต่คิดหนักขนาดนั้นทำไม

ใช่ครับ ส่วนใหญ่เราสามารถเดาความหมายได้พอ ๆ กับถ้าผมเรียกเด็กเสิร์ฟที่ภัตตาคารว่า หนอง เขาคงเข้าใจว่าผมหมายถึง น้อง ไม่ใช่ดูถูกเขาโดยเรียกเขาเป็นฝีหรือบาดแผลอะไรก็แล้วแต่

แต่พอทราบนี้แล้วจะทำให้คุณเลิกพยายามพูดภาษาอังกฤษให้ดีกว่านี้หรือครับ หวังว่าไม่ แต่ถ้าจะช่วยให้คุณรู้สึกมั่นใจขึ้นกับการพูดภาษาอังกฤษก็ผมไม่ว่าอะไร ปัญหาอยู่ที่ว่า ถึงแม้ส่วนใหญ่เราเดาความหมายได้ยังมีหลายกรณีที่เราเข้าใจผิดได้ สมมติว่าฝรั่งที่ไม่ใส่ใจเรื่องเสียงสูงต่ำบอกว่า “บ้านผมอยู่ไกล” คุณจะไม่รู้เลยว่าบ้านเขาอยู่ไกลหรือใกล้

ไวยากรณ์อังกฤษก็เหมือนกันครับ

บทเรียนที่นี่คือ ผิดหรือถูกไวยากร์ผมขอร้องอย่าเพิ่งยอมแพ้ภาษาอังกฤษ ไม่มีใคร (รวมถึงเจ้าของภาษา) พูดหรือเขียนภาษาอังกฤษอย่างถูกต้องตลอดเวลา เราเป็นมนุษย์เดียวกันทั้งหมดและมนุษย์เราต้องทำผิดบ้าง เพราะฉะนั้นอย่าหวังว่าจะมีวันหนึ่งที่คุณจะพูดภาษาอังกฤษโดยปราศจากคำผิด นี่ไม่ใช่จุดประสงค์ที่ดี แต่ถ้าคุณฝึกไปเรื่อย ๆ จะต้องมีวันหนึ่งที่คุณคล่องและมั่นใจในความสามารถของคุณ ไม่ต้องพูดแบบ perfect แต่พูดด้วยความพยายามที่จะพูดถูกมากที่สุดที่คุณทำได้ก็ยิ่งดีครับ

คนไทยหลายคนบ่นว่าจะจำกริยาทั้งสามช่องแต่ละกริยาไม่ได้ ผมไม่เห็นด้วยว่า มันยากที่จะจำทั้งสามช่องของแต่ละกริยา ที่ยากคือ การท่องศัพท์จากหนังสือกริยาสามช่องมากกว่า พูดตรง ๆ กริยาส่วนมากไม่ยากหรอก แค่เติม ed ตอนท้าย ไม่เป็นปัญหา ส่วนพวก irregular verbs ถ้าใช้บ่อยมันไม่ยาก แหม go-went-gone ใช้เวลากี่วินาทีจนจะท่องให้ขึ้นใจได้ ยิ่งนำมาใช้ก็ติดแล้ว

เป็นสิ่งที่น่าเสียดายมากที่เมืองไทยเน้นเรื่องไวยากรณ์ในการสอนภาษาอังกฤษมาเป็นห้าสิบปีแล้ว เริ่มมีการปฏิรูปที่กระทวงศึกษาธิการทางด้านนี้เพื่อที่จะเน้นการสื่อสารโดยใช้ภาษาอังกฤษมากกว่าเรื่องแห้ง ๆ อย่างไวยากรณ์เรื่องเดียว ไวยากรณ์อังกฤษมักจะเข้าไปในสมองควบคู่กับความกังวลใจ

เมื่อหัวเราเต็มไปด้วยกฎกติกาไวยากรณ์อังกฤษเราก็กลัวทันทีว่า จะพูดผิดก็เลยไม่พูดดีกว่าใช่ไหมครับ ผมเคยเขียนในหนังสือ วิธีพูดภาษาอังกฤษเหมือนฝรั่ง ว่า กฎแรกในการพูดภาษาอังกฤษคือให้ลืมกฎ ไม่ต้องกังวลใจตลอดว่า ผิดหรือถูกหลักไวยากรณ์ ขอให้พูดก่อนโดยไม่ต้องนึกถึง grammar ให้นึกถึงสารหรือความคิดที่อยากถ่ายทอดออกมาจะดีกว่า และค่อย ๆ แก้เรื่องไวยากรณ์ทีหลัง

จำได้ไหมครับครั้งแรกที่ได้ปั่นจักรยาน หรือที่พูดต่อหน้าห้องเรียน หรือที่ได้ซื้อตั๋วที่รถไฟฟ้า ทุกกรณีก็เกร็ง ตื่นเต้น ยังไม่คล่องตัว แต่ครั้งที่ห้า ครั้งที่สิบก็ราบรื่นดี ภาษาอังกฤษก็เหมือนกันครับ วันนี้คุณอาจจะเกร็งและบางทีอาจจะพูดผิดด้วย  ไม่เป็นไรหรอก อีกไม่นานจะไม่เกร็งและเมื่อคุณไม่เกร็งคุณก็อาจจะจำได้ว่าอดีตกาลของ go คือ went และควรนำมาใช้เมื่อพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เรื่องจบด้วยดี โล่งใจจัง

eof